Image for post
Image for post

เมื่อใดก็ตามที่คอมพิวเตอร์มีการทำงานที่ผิดปกติ หรือเริ่มทำงานช้าลงกว่าที่เคยเป็น สิ่งที่เรามักนิยมทำเพื่อแกัอาการดังกล่าว คงไม่พ้น 2 วิธีการยอดนิยม ได้แก่ การรีสตาร์ท (Restart) คอมพิวเตอร์ และการชัตดาวน์ (Shut Down) คอมพิวเตอร์แล้วเปิดขึ้นมาใหม่

ในทางปฏิบัติ 2 วิธีการดังกล่าวดูไม่ได้มีความแตกต่างกันแม้แต่น้อย อย่างไรก็ดี 2 วิธีการดังกล่าวมีความแตกต่างกันในเชิงเทคนิคที่น่าสนใจ และให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

สำหรับ Windows

การรีสตาร์ท จะเป็นการล้างข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ ที่ทำงานอยู่ออกจากหน่วยความจำ แล้วเริ่มต้นการทำงานใหม่ทั้งหมด

ส่วนการชัตดาวน์นั้น เนื่องจาก Windows มีความสามารถที่เรียกว่า Fast Startup (มีความสามารถนี้ใน Windows 8 เป็นต้นไป) ที่มีการบันทึกข้อมูลอิมเมจของเคอร์เนล (Kernel) และ ไดรเวอร์ (Driver) ต่างๆ ไว้ในไฟล์ที่ชื่อว่า hiberfile และเมื่อทำการเปิดเครื่องในครั้งถัดไป Windows จะทำการโหลดข้อมูลจากไฟล์ดังกล่าวทำให้การเปิดเครื่องใหม่ทำได้เร็วขึ้น แต่จะมีการโหลดข้อมูลในส่วนดังกล่าวขึ้นมาและไม่ได้เป็นการเริ่มต้นการทำงานของระบบใหม่ทั้งหมด

หากต้องการชัตดาวน์อย่างสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องการให้บันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้สำหรับการเริ่มต้นทำงานในครั้งถัดไป ก็สามารถทำได้โดยปิดการทำงานของ Fast Startup แต่จะทำให้การเปิดเครื่องครั้งต่อๆ ไปใช้เวลาที่นานมากขึ้น

สำหรับ Mac

การรีสตาร์ทและการชัตดาวน์บน Mac นั้น จะให้ผลการทำงานที่เหมือนกัน โดยทำการล้างข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ ที่ทำงานอยู่ออกจากหน่วยความจำ แล้วเริ่มต้นการทำงานใหม่ทั้งหมด

จากรายละเอียดที่ระบุไว้ข้างต้น แนะนำว่าหากเมื่อใดที่คอมพิวเตอร์ทำงานผิดปกติ หรือทำงานช้าลงกว่าที่ควรเป็น ควรทำการรีสตาร์ทเพื่อให้คอมพิวเตอร์เริ่มต้นระบบใหม่ และกลับมาทำงานอย่างปกติ

บทความต้นฉบับ: itpoj.com/2021/01/17/restart-or-shutdown/

ติดตามเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมได้จาก itpoj.com


หลังจากตัดสินใจซื้อและใช้งาน MacBook Pro 13 M1 มาระยะหนึ่ง (ราว 1 เดือน) พบว่าประสิทธิภาพในการใช้งาน และการประหยัดพลังงานของ MacBook Pro 13 M1 ทำได้ดีสมกับที่สื่อหลายๆ แหล่งได้ทดสอบ…” (รีวิวนี้ไม่กล่าวถึงรายละเอียดเชิงเทคนิค เน้นที่ประสบการณ์ใช้งานจริง)

Image for post
Image for post

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้จาก:

https://itpoj.com/2020/12/26/macbook-pro-13-m1-review/


แม้ในปีนี้จะไม่มีการแข่งขันเทนนิส Wimbledon ซึ่งเป็นรายการแข่งขันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้ติดตามชมกีฬาเทนนิส เนื่องจากทีมนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัย Stanford ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาจำลองการแข่งขันเทนนิสรายการดังกล่าว

Image for post
Image for post
Photo by Shep McAllister on Unsplash

ทีมนักวิจัยได้ฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์โดยใช้ข้อมูลวิดีโอฟุตเทจการตีของนักเทนนิสแต่ละคน เพื่อสร้างโมเดลทางสถิติของนักเทนนิสแต่ละคน ที่สามารถล่วงรู้ได้ถึงรูปแบบการตี สไตล์การเล่น เพื่อนำมาจำลองวิธีการเล่นของนักเทนนิส

โมเดลดังกล่าวนี้ อาศัยแบบแผนการเล่นโดยปกติและแนวโน้มในการเล่นของนักเทนนิสแต่ละคน ตัวอย่างเช่น ทำให้ทราบว่า Novak Djokovic ชอบตีลูกไปทางฝั่งที่ไม่ถนัดของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงโมเดลดังกล่าวสามารถระบุถึงตำแหน่งการยืนรอบอล จากการตีสวนของฝ่ายตรงข้าม ตัวอย่างเช่น Roger Federer มักจะยืนที่ตำแหน่งใกล้ baseline มากกว่า Rafael Nadal ซึ่งทำให้เห็นถึงรูปแบบการเล่นที่แท้จริงของนักเทนนิสทั้ง 2 คน

Vid2Player: Controllable Video Sprites that Behave and Appear like Professional Tennis Players

จากความสามารถของโมเดลนี้เอง ทำให้ทีมนักวิจัยสามารถสร้างสถานการณ์สมมุติแบบไม่มีจุดสิ้นสุด (Endless What-If scenario) โดยสามารถทำเป็นระบบสร้างวิดีโอฟุตเทจการตีเทนนิสระหว่างนักเทนนิสที่ต้องการได้ (เช่น Roger Federer แข่งกับ Serena Williams หรือ Roger Federer แข่งกับตัวเองอีกฝั่ง)

โดยโมเดลดังกล่าว ยังสามารถจำลองรูปแบบการตีแต่ละครั้ง ไปยังตำแหน่งบนสนามที่แตกต่างกันได้ รวมถึงยังสามารถใช้คนเพื่อควบคุมตำแหน่งการตีลูกเทนนิส และกลับมายืนตำแหน่ง ราวกับว่ากำลังเล่นเกมเทนนิสอยู่ (หากสตูดิโอพัฒนาเกมนำไปปรับใช้ คงจะส่งผลดีไม่น้อย)

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบดังกล่าวนี้สามารถสร้างวิดีโอฟุตเทจการแข่งขันเทนนิสได้อย่างน่าประทับใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานด้านอื่น แต่วิดีโอฟุตเทจที่สร้างจากโมเดลนี้ยังไม่สมบูรณ์มากนัก การแสดงผลเกี่ยวกับแสดงเงาและเสื้อผ้ายังขาดสมจริงอยู่บ้าง รวมถึงผู้ชมและสิ่งแวดล้อมข้างสนามที่ไม่เคลื่อนไหว

Source: engadget

ติดตามเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมได้จาก itpoj.com


“Google เพิ่มคุณสมบัติใหม่ในแอปพลิเคชัน Google ที่สามารถแสดงแบบจำลอง 3 มิติ จากการสืบค้นบนสมาร์ทโฟน ช่วยให้มองเห็นแบบจำลอง 3 มิติของระบบร่างกายมนุษย์ รวมถึงโครงสร้างเซลล์และอวัยวะภายในเซลล์”

Image for post
Image for post
(Source: Google)

หลังจากในปี 2019 Google เปิดตัวความสามารถในการแสดงผลการค้นหาเป็นแบบจำลอง 3 มิติ ผ่านเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) Google ได้เพิ่มประเภทแบบจำลอง 3 มิติเพิ่มเติม โดยเป็นแบบจำลอง 3 มิติของระบบในร่างกาย รวมถึงโครงสร้างเซลล์และส่วนประกอบภายในเซลล์

Google ร่วมมือกับ Biodigital และ Visible Body ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบจำลอง 3 มิติที่โต้ตอบได้ ในการเพิ่มความสามารถในการแสดงผลระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์แสดงขึ้นมา

คุณสมบัติใหม่นี้ ช่วยเปิดประสบการณ์การเรียนรู้แบบเสมือนจริงในการศึกษาระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ เพิ่มเติมจากการศึกษาภาพ 2 มิติในตำราเรียน ยกตัวอย่างเช่น สามารถแสดงระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายผ่านการสูบฉีดเลือกจากหัวใจ หรือแสดงโครงสร้างกระดูกในร่างกายว่าเชื่อมต่อกันอย่างไร

การใช้งานคุณสมบัติดังกล่าว สามารถทำได้โดยค้นหาชื่อระบบที่ต้องการ ผ่านแอปพลิเคชัน Google บน Android และ iOS (จากที่ทดสอบ ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาติดตั้งในสมาร์ทโฟนก่อน ยังไม่สามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Chrome) แล้วพิมพ์ชื่อระบบในร่างกายที่ต้องการค้นหา เมื่อกดค้นหาเสร็จแล้ว ทำการเลื่อนลงไปในหัวข้อ 3D Model แล้วเลือก View in 3D (ดูในแบบ 3 มิติ)


“หากคุณคิดว่ามีใครบางคนที่สามารถเข้าถึงบัญชีออนไลน์ของคุณ ให้รีบตรวจสอบโดยเร็ว เพราะยิ่งดำเนินการช้าเท่าไร บัญชีของคุณยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากสังเกตเห็นร่องรอยจากการเข้าถึง และตรวจสอบบัญชีได้อย่างรวดเร็ว ก็สามารถแก้ไขและป้องกันความเสี่ยงในการถูกแฮ็กได้”

ตรวจสอบความเสี่ยงในการโดนแฮ็ก

เว็บไซต์ Have I Been Pwned? (https://haveibeenpwned.com/) ทำการรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้สำหรับตรวจสอบว่าบริการออนไลน์ใด ที่เคยมีรายงานข่าวว่าถูกโจมตี หากบัญชีของคุณถูกรายงานว่ามีความเสี่ยง นั่นหมายถึงบริการออนไลน์อื่นๆ เชื่อมโยงกับบัญชีดังกล่าว ก็จะมีความเสี่ยงตามไปด้วย (เพราะโดยปกติแล้ว คนปกติมักใช้ username และ password ชุดเดิมซ้ำหลายบัญชี เนื่องจากสะดวกในการจำ)

วิธีการตรวจสอบ ให้ทำการกรอก E-mail ลงในช่องตรวจสอบ แล้วคลิก pwned?

Image for post
Image for post

หากตรวจสอบแล้ว แสดงคำว่า Good news — no pwnage found! แสดงว่าบัญชีของคุณปลอดภัย


“ในแต่ละเดือน มีจำนวนผู้ใช้งาน Facebook ทั่วโลก มีอยู่ราว 2,600 ล้านคน โดยที่ Facebook ล่วงรู้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน ไม่ใช่เฉพาะข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อ อายุ การศึกษา เพียงเท่านั้น แต่อาจรวมไปถึงข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ ซึ่ง Facebook สามารถนำไปข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในเชิงธุรกิจได้ แต่หากไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ สามารถตั้งค่านโยบายความเป็นส่วนตัวในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างเหมาะสม”

Facebook รู้ข้อมูลส่วนตัวพื้นฐาน…

ความเป็นส่วนตัวในการใช้งานสังคมออนไลน์ต่างๆ นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นับตั้งแต่การสมัครบัญชีการใช้งาน ต้องใช้ชื่อ ที่อยู่ เพศ วันเกิด โดยที่ Facebook เองยังทราบว่าเป็นเพื่อนกับใครบ้าง สมาชิกในครอบครัว ตลอดจนสถานศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษามาแล้ว

Image for post
Image for post
Photo by Cytonn Photography on Pexels.com

นอกจากนี้แล้ว Facebook ยังถามถึงรสนิยมทางเพศ สถานะความสัมพันธ์ในปัจจุบัน มุมมองทางการเมืองหรือศาสนา การเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง ซึ่ง Facebook อาศัยข้อมูลเหล่านี้ในการนำเสนอโฆษณาได้ตรงความต้องการของผู้ใช้

แม้กระทั่งการแท็กตำแหน่งของเพื่อนและการแนบรูปในการโพสต์ ก็ยิ่งทำให้โฆษณาที่ปรากฎนั้นมีความถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากเป็นโฆษณาที่แสดงผลตามตำแหน่งที่ตั้ง

Facebook รู้ว่าสนใจอะไรอยู่…

การกดไลค์สิ่งต่างๆ เช่น เพลง ภาพยนตร์ หนังสือ รวมไปจนถึงการแชร์เว็บไซต์หรือบทความต่างๆ บนไทม์ไลน์ Facebook อาศัยข้อมูลเหล่านั้น มาเป็นตัวช่วยให้การโฆษณาตรงตามความต้องการจากการรู้ถึงสิ่งที่เราสนใจ


Image for post
Image for post
ติดตามเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมได้จาก itpoj.com

“การสร้างแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์ประยุกต์ให้ผู้อื่นใช้งานมีหลายรูปแบบ เช่น งานกราฟฟิก งานที่เกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูล เครื่องมือทำงาน สื่อการเรียนรู้ หรือเกม แล้วเพราะเหตุใดทำไมแอปพลิเคชันบางตัวจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กว่าจะมาเป็นแอปพลิเคชันที่ดีต้องผ่านขั้นตอนอย่างไรมาบ้าง นอกจากสร้างแอปพลิเคชันตามความสนใจของผู้พัฒนาแล้ว ยังต้องสำรวจความต้องการของผู้ใช้ ออกแบบ สร้าง และทดสอบ เพื่อนำไปปรับปรุงผลงานให้ดียิ่งขึ้น โดยจะขอกล่าวถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันด้วยภาษาไพทอน ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในการใช้สร้างแอปพลิเคชันในปัจจุบัน” — หนังสือเรียนเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.3

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้จาก:

http://itpoj.com/2020/07/26/pandas-python/


แม้ว่า Apple ประกาศแผนการเปลี่ยนซีพียูจากของ Intel (สถาปัตยกรรม x86) ไปใช้ซีพียูของ Apple Silicon (สถาปัตยกรรม ARM) ที่ทาง Apple พัฒนาขึ้นเอง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านไปใช้ซีพียูของทาง Apple เองนั้น จะดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นั่นหมายถึงจะมีทั้ง Mac รุ่นที่ใช้ซีพียูของ Intel และ Apple Silicon วางขายพร้อมกันในระยะแรกของการเปลี่ยนผ่าน

Image for post
Image for post

หากมีแผนการในการซื้อ Mac ในเร็วๆ นี้ จะซื้อรุ่นที่ใช้ซีพียู Intel ในตอนนี้เลย หรือ ควรรอรุ่นใหม่ที่ใช้ซีพียูของทาง Apple มาพิจารณา ข้อดี-ข้อเสีย ของแต่ละทางเลือกกัน

เหตุผลที่ควรซื้อ Mac ที่ใช้ซีพียู Intel

Mac ใช้ซีพียู Intel เป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ซีพียู Apple Silicon ยังคงต้องใช้เวลาพิสูจน์

Andrew O’Hara จาก AppleInsider ได้ทำการวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย ของ Mac ที่ใช้ซีพียูแต่ละแบบ รวมถึงตั้งข้อสังเกตไว้หากจะซื้อ Mac ที่ใช้ซีพียูของ Apple เองในรุ่นแรก

Should You Wait For An Apple Silicon-Based Mac or Buy an Intel One Now?

จากวีดีโอดังกล่าว O’Hara บอกว่า Apple คาดการณ์ไว้ว่าใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านไปใช้ซีพียูของ Apple เองอย่างสมบูรณ์ โดยใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ซึ่ง Mac รุ่นแรกๆ ที่คาดว่าจะใช้ซีพียูของ Apple เองนั้น คงเป็น MacBook Air และ MacBook Pro 13 นิ้ว (คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้) และจะทยอยเปิดตัว Mac รุ่นอื่นๆ เพิ่มเติมในช่วงปีหน้า แม้ว่า Mac รุ่นแรกๆ ที่ใช้ซีพียูของ Apple เองนั้น ทำให้ผู้คนตื่นเต้นและจับตามองเป็นพิเศษ แต่ Mac ที่ใช้ซีพียูของ Apple เองนั้น อาจจะต้องใช้ระยะเวลาสักระยะ กว่าจะได้รับการปรับแต่งจนมีความสมบูรณ์จนเข้าที่ ซึ่งคาดว่าใช้เวลาเป็นอย่างน้อย 2–3 รอบของการเปิดตัว Mac…


Image for post
Image for post
ติดตามเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมได้จาก itpoj.com

“ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน จึงมีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์หรือประมวลผลให้เกิดประโยชน์กับบุคคล หรือองค์กร แต่การได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์นั้น กระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูล นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ ดังประโยคที่ว่า garbage in garbage out ซึ่งได้กล่าวไว้ในขั้นตอนของกระบวนการวิทยาการข้อมูล สำหรับขั้นตอนของการเก็บรวบรวมข้อมูลที่จะกล่าวถึงนั้น เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ โดยต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า จะนำข้อมูลที่รวบรวมได้ไปใช้ในเรื่องใด และจะวิเคราะห์อย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ โดยเป้าหมายนั้นสามารถบอกได้ว่าข้อมูลที่ต้องการ รวบรวมได้จากที่ใด และวิธีการใด” — หนังสือเรียนเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.5

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้จาก:

http://itpoj.com/2020/07/15/datacollectionandsurvey/


Image for post
Image for post
ติดตามเนื้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมได้จาก itpoj.com

“เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นสิ่งที่เข้ามาปรับเปลี่ยนทัศนคติ และวิถีการใช้ชีวิตของมนุษย์ให้แตกต่างจากเดิมมาก เทคโนโลยีที่เกิดใหม่ขึ้นเรื่อยๆ นี้ เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่ต้องอาศัยความสามารถของการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ที่สูงขึ้น ผนวกกับการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในหลายๆ ด้าน เทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือ คลาวด์ ถูกนำมาใช้ผสมผสานกันเพื่อสนับสนุนการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำงานต่างๆ เช่น การติดต่อสื่อสาร ธุรกิจ การเงิน อุตสาหกรรม การเกษตร การขนส่ง การแพทย์และพยาบาล” — หนังสือเรียนเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.6

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้จาก:

http://itpoj.com/2020/07/09/innovation-newtechnology/

About

iTPoj

Technology & Gadget (itpoj.com)

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store